Blog ของ ศรัทธิสรา
Lottery theory (final part) 
วันที่ 18 สิงหาคม 2551 18:01
หนึ่งชั่วโมงต่อมาผมก็มาอยู่ที่หน้าเตียงของชายที่ผมเคารพรักคนหนึ่งแม้เราจะเพิ่งได้รู้จักกันเมื่อวานนี้
"ว่าไง เจ้าลูกชาย ฉันนึกว่าจะไม่ได้พบเธอซะแล้ว" น้ำเสียงของเขาอ่อนระโหยโรยแรง แต่สรรพนามที่ใช้และความรู้สึกในน้ำเสียงนั้นช่างอ่อนโยนเหมือนพ่อพูดกับลูกจริง ๆ
"ผมไม่รู้มาก่อนว่าคุณกำลังไม่สบาย"
"โรคเรื้อรังจากอดีตน่ะ ฉันอยากพบเธอเพื่อขอโทษเรื่องเมื่อวาน"
"มันไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก"
"คนที่ฉันอยากให้เธอยกโทษให้อีกคนคือพ่อของเธอ"
ผมอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน เขากำลังจะพูดอะไรกันแน่
"เธอคงเห็นแผลเป็นที่หัวของฉันแล้ว มันเป็นรอยแผลผ่าตัดเอากระสุนออกเมื่อตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก คนที่ยิงคือพ่อของฉันเอง ท่านเล่นหวยจนมีหนี้สินท่วมหัว ท่านจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกับฉัน เรามีกันแค่สองพ่อลูก พ่อคิดว่าหากพ่อไม่อยู่คงไม่มีคนดูแลฉัน แต่แล้วหมอก็ช่วยชีวิตฉันเอาไว้ได้" เขาไอโขลก มีเลือดติดที่ฝ่ามือแต่เขาไม่ใส่ใจพลางเล่าต่อ "ผลจากการผ่าตัดทำให้ระดับสติปัญญาของฉันเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นฉันจึงสามารถเรียนจนจบปริญญาเอกได้ด้วยทุนจากรัฐบาล แต่ผลการผ่าตัดก็ยังแฝงด้วยอาการปวดหัวเรื้อรังมาตลอด จนเมื่อห้าปีก่อนหมอตรวจพบว่าฉันเป็นมะเร็งสมอง" เขาไอจนพูดต่อแทบไม่ได้
"พักเสียก่อนเถอะครับ" ผมกล่าวอย่างเป็นห่วง แต่เขากลับทำท่าว่าไม่เป็นไร
"ฉันไม่เคยโกรธพ่อเลยกับสิ่งที่ท่านทำในวันนั้น คนเราทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาด เหมือนสิ่งที่ฉันลงไปมันทำให้คนอื่นต้องมาพลอยโดนกล่าวหาว่าฉ้อโกงเพราะฉัน"
"มันไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น สิ่งที่ผิดคือกิเลสในใจของคนเราต่างหาก" ผมกล่าวแก้ไข
"ฉันเชื่อว่าเธอจะเป็นพลังผลักดันให้สังคมดีขึ้น และฉันอยากให้เธอทำเผื่อในส่วนของฉันด้วย" เขายิ้ม
นับเป็นยิ้มสุดท้ายที่ผมได้เห็นจากเขา แต่มันเป็นยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความจริงใจเหมือนเช่นเคยและจะตราตรึงในจิตใจของผมตลอดไป
สองวันต่อมาดร.สมปองก็จากโลกนี้ไป เขาเสียชีวิตในระหว่างผ่าตัดและระหว่างถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกง คดีของเขาเลยเป็นอันสิ้นสุดและหน้าที่ของผมในการดำเนินการฟ้องร้องเขาก็เป็นอันสิ้นสุดเช่นกัน แต่ผมยังมีงานต้องทำอีกนั่นคือการยื่นหนังสือต่อศาลเพื่อขอไกล่เกลี่ยคดีความของผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหลายของดร.สมปองซึ่งอันที่จริงพวกเขาทั้งหลายรวมทั้งดร.สมปองล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนข้อมูลในสมุดบันทึกเล่มนั้นผมคงต้องเก็บรักษาไว้เป็นความลับตลอดไป คงไม่เป็นการดีหากใครบางคนจะนำมันไปใช้เพื่อหาประโยชน์ส่วนตน
สองสัปดาห์ต่อมาผมยังคงหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นอัยการเช่นเดิม แต่ความคิดของผมเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเก่า เป็นการใช้ชีวิตแบบเป็นห่วงสังคมมากขึ้น ยายมาริษาคงต่อว่าผมชุดใหญ่ถ้ารู้ว่าผมคิดอย่างนี้แต่ผมไม่สนใจ ผมกำลังมองหาช่องทางในการช่วยเหลือสังคมแบบดร.สมปองบ้าง ผมครุ่นคิดเพียงลำพังในร้านก๋วยจั๊บเจ้าประจำหน้าปากซอย
"เฮ้ย เอ็งได้ข่าวเรื่องคดีล็อคหวยหรือยัง" เสียงชายคนหนึ่งกล่าวกับเพื่อนร่วมโต๊ะ พวกเขานั่งที่โต๊ะติดกันกับโต๊ะผม ผู้พูดเป็นชายฉกรรจ์ที่คอของเขาประดับด้วยเครื่องรางที่ชาวประชาต่างร่ำลือกันว่าความศักดิ์สิทธิ์แปรผันตรงกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเครื่องราง ผมถือวิสาสะแอบฟังอย่างสนใจ
"ที่ว่าหัวหน้าขบวนการเป็นอาจารย์มหา'ลัยรึเปล่า ข้าได้ข่าวว่าเป็นมะเร็งตายแล้วนี่"
"เออ นั่นแหละๆ เจ้าประคู้ณ!! ไอ้พวกโกงกินชาติอย่างนี้ตายๆ ไปเสียให้หมดท่าจะดี" ว่าพลางยกเครื่องรางขึ้นไหว้ท่วมหัว
"ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ แล้วข้ายังได้ข่าวด้วยนะว่าหวยงวดหน้าเค้าจะเปลี่ยนมาเป็นเลขเจ็ดหลักแล้วนะ มีการเพิ่มเงินรางวัลทุกรางวัล แถมยังเพิ่มรางวัลเลขท้ายสี่ตัวอีกรางวัลด้วยนะ และที่สำคัญโครงการหวยบนดินกำลังจะได้รับการปัดฝุ่นจริงๆ แล้วนะโว้ย"
"จริงเรอะ แหม! ดูท่ารัฐบาลชุดใหม่นี้น่าจะไปได้สวยนะข้าว่า"
ผมรีบลุกออกจากร้านมาโดยเร็วด้วยเกรงว่าจะมีเรื่องมีราวเกิดขึ้น นับเป็นโชคดีของสองคนนี้ที่วันนี้ผมมาคนเดียว...ฝากไว้ก่อนเถอะ!
คำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่ทำให้ผมคิดถึงดร.สมปองขึ้นมาจับหัวใจ ทุกครั้งที่คิดถึงเขามักจะทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเขาที่ว่าสังคมเป็นสิ่งมีชีวิตและมีวิวัฒนาการ เวลานั้นผมมักจะหลับตาและฝันใฝ่ถึงอนาคตที่สังคมจะวิวัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น เป็นสังคมที่มีความดีเป็นอาหารและพลังงานในการขับเคลื่อนให้สังคมมีชีวิตอยู่และดำเนินไป
The end.


กำลังประมวลผล...